Health

  • แตงโม….ผลไม้คลายร้อนได้ดีนัก
    แตงโม….ผลไม้คลายร้อนได้ดีนัก

    เมื่อเข้าสู่เดือนเมษา ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูร้อนอย่างเต็มตัว ตามทฤษฏีแผนไทยกล่าวว่า ความร้อนจากธรรมชาติภายนอกจะส่งผลต่อธาตุไฟภายในร่างกาย เป็นเหตุให้ธาตุไฟกำเริบ เกิดอาการตัวร้อน ปวดศีรษะ วิงเวียน อ่อนเพลีย คอแห้ง กระหายน้ำ ร้อนใน ท้องผูก ปัสสาวะน้อย ซึ่งอาการเหล่านี้สามารถป้องกันและบรรเทาได้ด้วยรสขม เย็น รสเปรี้ยว และรสจืด เช่น ผักหวาน มะระ ตำลึง1 ผลไม้ที่เหมาะกับฤดูนี้ เช่น ส้ม สับปะรด และอีกหนึ่งชนิดที่ขาดไม่ได้สำหรับช่วงหน้าร้อน นั่นคือ “แตงโม” ผลไม้ลูกโต เนื้อแดง รสหวานฉ่ำ ยิ่งเป็นแตงโมแช่เย็นแล้วยิ่งคลายร้อนได้ดีนักเชียว

    แตงโม....ผลไม้คลายร้อนได้ดีนัก

    แตงโม หรือ Citrullus lanatus (Thunb.) Matsum & Nakai เป็นพืชในวงศ์ CUCURBITACEAE เป็นไม้เถา มือเกาะแยกเป็น 2-3 แขนง ใบเดี่ยวเรียงสลับกัน มีรอยหยักเว้าแบบนิ้วมือ 3-7 แฉก แต่ละแฉกมีรอยหยักเว้าตื้นๆ แบบขนนก ผิวใบเป็นรอยขรุขระ ดอกเดี่ยว แยกเพศอยู่บนต้นเดียวกัน โดยดอกเพศผู้ก้านดอกเล็กมีขนนุ่ม กลีบรองกลีบดอกติดกันเป็นรูประฆัง ปลายแยกเป็น 5 กลีบ มีขนอ่อนนุ่ม กลีบดอก 5 กลีบ โคนเชื่อมติดกัน เกสรเพศผู้สั้นมี 3 อัน ส่วนดอกเพศเมียจะมีขนาดใหญ่กว่า รังไข่มีขน ท่อรังไข่สั้น ปลายท่อมี 3 แฉก ก้านดอกสั้น ที่ปลายมีรอยแยกตื้นๆ 5 รอย ผลกลมหรือค่อนข้างกลม ผิวเรียบ สีเขียวแก่ หรือเขียวอ่อน หรือเขียวแก่และเขียวอ่อนสลับกันภายในมีเนื้อสีแดง รสหวาน ฉ่ำน้ำ เมล็ดมีจำนวนมาก รูปไข่ แบน ผิวเรียบ สีน้ำตาลเข้ม2

    สรรพคุณแผนไทย ราก แก้บิด แก้ท้องร่วง แก้ร้อนในกระหายน้ำ เปลือก แก้ปวดฟัน แก้ร้อนในกระหายน้ำ ขับปัสสาวะ ผล แก้ร้อนใน บำรุงกำลัง ขับปัสสาวะ แก้กระหายน้ำ แก้อ่อนเพลีย เมล็ด ขับพยาธิ2 คุณค่าทางโภชนาการของเนื้อแตงโมสุก 100 ก. ให้พลังงาน 6 กิโลแคลอรี่ คาร์โบไฮเดรต 1.3 ก. ใยอาหาร 0.3 ก. โปรตีน 0.3 ก. แตงโมเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามิน A โดยพบในรูปของเบต้าแคโรทีน 122 มก. และพบวิตามินอื่นๆ เช่น วิตามินบี1 บี2 บี3 และวิตามินซีด้วย3

    มีงานวิจัยที่น่าสนใจเกี่ยวกับสาร citrulline กรดอะมิโนที่พบในน้ำแตงโม โดยพบว่าสาร citrulline สามารถใช้เป็นสารตั้งต้นในการสร้างอาร์จีนิน (arginine) กรดอะมิโนที่จำเป็นสำหรับร่างกาย อาร์จีนินทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการหลั่งโกรทฮอร์โมน (growth hormone) ซึ่งกระตุ้นการสร้างและซ่อมแซมเนื้อเยื่อส่วนต่างๆ ทำให้ร่างกายเจริญเติบโต และควบคุมระบบการทำงานของร่างกายให้เป็นปกติ4 สาร citrulline จากน้ำแตงโมตามธรรมชาติโดยไม่ผ่านความร้อน จะถูกดูดซึมในลำไส้เล็กของร่างกายได้ดีกว่าให้สาร L-citrulline ซึ่งอยู่ในรูปของสารสังเคราะห์5 มีรายงานวิจัยพบว่าเมื่อให้อาสาสมัครรับประทานแตงโมวันละ 1,560 ก. (มี citrulline 2 ก.) ติดต่อกัน 3 สัปดาห์ จะช่วยเพิ่มปริมาณอาร์จีนินในเลือดได้ถึง 22%6 และเมื่อให้นักกีฬาดื่มน้ำแตงโม 500 มล. (มี L-citrulline 1.17 ก.) หรือดื่มน้ำแตงโมที่เสริมสาร L-citrulline 4.83 ก. (มี L-citrulline 6 ก.) เทียบกับกลุ่มควบคุมที่ได้รับเครื่องดื่มน้ำผลไม้รวม ก่อนการออกกำลังกาย 1 ชม. พบว่าน้ำแตงโมทั้ง 2 ชนิด จะช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจขณะฟื้นตัวและลดอาการปวดกล้ามเนื้อของนักกีฬาภายหลังจากออกกำลังได้5 และ citrulline ยังช่วยกระตุ้นการสร้างโปรตีนในกล้ามเนื้อของอาสาสมัครที่รับประทานอาหารโปรตีนต่ำ โดยไม่มีผลกระทบต่อระบบหมุนเวียนของโปรตีนในร่างกาย7 ซึ่งประโยชน์จากสาร citrulline นี้ ทำให้แตงโมถูกนำไปพัฒนาเป็นเครื่องดื่มเพื่อช่วยเสริมโปรตีนให้แก่ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีภาวะขาดสารอาหารจำพวกโปรตีน รวมถึงนำไปผลิตเป็นเครื่องดื่มช่วยในการฟื้นกำลังในนักกีฬาได้อีกด้วย4 นอกจากนี้แตงโมยังมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่น่าสนใจหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นฤทธิ์ต้านหลอดเลือดแข็งตัว ต้านอนุมูลอิสระ ลดไขมัน และลดน้ำตาลในเลือดอีกด้วย หากบ่ายนี้ยังไม่รู้จะคลายร้อนด้วยเมนูอะไร ขอแนะนำเป็นน้ำแตงโมสักแก้ว หรือแตงโมเย็นๆ สักชิ้นนะคะ

    ข้อมูลจาก  https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/254/%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%A1-%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%89%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99/

    ติดตามอ่านต่อได้ที่  ningyo-case.com

Economy

  • ทลายโกดังผลิตปุ๋ยและสารเคมีปลอม
    ทลายโกดังผลิตปุ๋ยและสารเคมีปลอม

    ทลายโกดังผลิตปุ๋ยและสารเคมีปลอม

    กรุงเทพฯ 1 มิ.ย.- กรมวิชาการเกษตรผนึกกำลังตำรวจทลายโกดังผลิตปุ๋ยและสารเคมีปลอม อายัดของกลางกว่า 10 ล้านบาท เผยพบติดฉลากอ้างชื่อเอกชนรายใหญ่หลายบริษัท เตรียมขยายผลจับกุม

    นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่กรมวิชาการเกษตรร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคเข้าตรวจยึดอายัดปุ๋ยเคมี รวมถึงสารพาราควอตซึ่งเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 และตรวจยึดอายัดวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 (ไกลโฟเซตและกลูโฟซิเนต-แอมโมเนีย) ปลอมและวัตถุอันตรายที่ต้องขึ้นทะเบียนแต่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนที่โกดังแห่งหนึ่งในอำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ตามการแจ้งเบาะแสของผู้หวังดีผ่านทางตำรวจ โดยผลการจับกุมครั้งนี้มี มูลค่าของกลางกว่า 10 ล้านบาท ทั้งนี้ได้กำชับให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดและให้มีการขยายผลด้วยว่า พัวพันกับบริษัทที่มีชื่อตามที่ติดฉลากสินค้าหรือไม่ หรือเป็นการแอบอ้างฉลากทำให้ประชาชนเข้าใจผิด

    นายภัสชญภณ หมื่นแจ้ง รองอธิบดีกรมวิชาการเปิดเผยว่า สารวัตรเกษตรศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรโนนสูงและศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครราชสีมา สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 4 อุบลราชธานี กรมวิชาการเกษตร ได้เข้าร่วมการจับกุมพร้อมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบโกดังเลขที่ 79 หมู่ 10 ถ.เลียบคลอง ต.กระชอนอ.พิมาย จ.นครราชสีมา

    ทลายโกดังผลิตปุ๋ยและสารเคมีปลอม
    จากการตรวจสอบพบว่า โกดังโรงสีเก่า มีนายไพรัตน์ ไม่ทราบนามสกุลและนายไพโรจน์ ไม่ทราบนามสกุล เป็นเจ้าของ และโกดังเป็นสถานที่ที่ไม่มีใบอนุญาตในการผลิตวัตถุอันตราย ไม่มีใบอนุญาตครอบครองวัตถุอันตรายและใบอนุญาตผลิต ขาย ปุ๋ยเคมีเพื่อการค้าแต่อย่างใด ต่อมาเข้าตรวจจับกุมนายณัฐวุฒิ บุญสมภพ ซึ่งขับขี่รถยนต์บรรทุกสินค้าออกมาจากโกดังดังกล่าว จึงได้มีการยึดอายัดไว้ทั้งหมด ตามพรบ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 และพรบ.ปุ๋ย พ.ศ. 2518 และฉบับแก้ไข ฉบับที่ 2 พ.ศ.2550

    ทั้งนี้ผลตรวจสอบของกลางพบว่าเป็น พาราควอต ไดคลอไรด์ซึ่งห้ามผลิต จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครอง สารไกลโฟเซตที่ต้องแจ้งขออนุญาต ปุ๋ยและสารเคมีการเกษตรปลอมหลายรายการ โดยทั้งหมดจะมีการติดฉลากยี่ห้อสินค้าของเอกชนผู้ผลิตรายใหญ่ที่เป็นที่นิยมของเกษตรกรหลายบริษัท ทั้งนี้ยังมีสารเคมีที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติมอีกหลายรายการ

    รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวต่อว่า สำหรับสารพาราควอตน่าจะเป็นสารที่มีการซุกซ่อนไว้ไม่นำมาแจ้งหรือส่งคืนให้กรมวิชาการเกษตรนำไปทำลายตามกฎหมายเพราะกรมได้ห้ามนำเข้าและไม่มีการอนุญาตมา 2 ปีแล้ว รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่มีการติดฉลากที่ผลิตภัณฑ์ว่าจะหมดอายุในปี 2566 น่าจะเข้าข่ายหลอกลวงเพราะกรมไม่มีการออกใบอนุญาตมา 2 ปีแล้วเช่นกัน

    สำหรับการลักลอบผลิตวัตถุอันตราย ซึ่งมีความผิดตามกฎหมายของกรมวิชาการเกษตร มีบทกำหนดโทษ ดังนี้

    1. ผู้ใดผลิต หรือมีไว้ในความครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน10 ปีหรือปรับไม่เกิน1,000,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 43,74 พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535

    2. ผู้ใดผลิตวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ปลอม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปีหรือปรับไม่เกิน 700,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 45(1),75 พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535

    3. ผู้ใดผลิตหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 โดยไม่ได้รับอนุญาตต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกิน 200,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 23,73 พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535

    4. ผู้ใดผลิตวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 โดยไม่มีใบสำคัญการขึ้นทะเบียนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกิน300,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 45(4),78 พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535

    ส่วนความผิดตามพ.ร.บ. ปุ๋ย พ.ศ. 2518 และฉบับแก้ไข ฉบับที่ 2 พ.ศ.2550 มีดังนี้

    1. ผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้า โดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม มาตรา 12 วรรคหนึ่ง มาตรา 57 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    2. ผลิตเพื่อการค้า ปุ๋ยที่ต้องขึ้นทะเบียน แต่มิได้ขึ้นทะเบียนไว้ตาม 30 (5) มาตรา 71 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สี่หมื่นบาทถึงสองแสนบาท.-สำนักข่าวไทย

    ขอบคุณแหล่งที่มา : tna.mcot.net